01/07/2021
#มาทำความเข้าใจกันว่า
ค่า EXCESS และ DEDUCTIBLE คือ อะไร?
ศัพท์เกี่ยวกับประกันภัยที่เราได้ยินกันทั้ง Excess และ Deductible ปัญหาคือ มันต่างกันอย่างไรล่ะ มาที่คำแรกก่อนเลยครับค่า Excess มันก็คือ ค่ายอมรับความเสียหายที่เกิดจากการแจ้งเคลมต่อแผลที่ไม่มีคู่กรณี เช่น เราขับรถไปครูดฟุตบาทมาแล้วเราโทรแจ้งเคลมประกันรถยนต์ เจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งว่ามีค่า Excess ด้วย
Excess คือ ค่าเสียหายส่วนแรกที่เราต้องจ่ายเมื่อเราเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ได้เกิดจากชนหรือรถคว่ำ ในกรณีที่เรามีแจ้งเคลมแบบไม่มีคู่กรณี (อย่าไปเรียกผิดว่า access นะ มันคนละเรื่องกัน) โดยส่วนมากแล้วจะอยู่ที่ครั้งละ 1,000 บาทต่อครั้งการแจ้งเคลม หรือต่ออุบัติเหตุ ไม่ใช่ต่อชิ้น
แล้วอุบัติเหตุแบบไหนล่ะ ที่ต้องจ่ายค่า Excess? ตัวอย่างเช่น รถโดนขูด ขีด ทุบ หินกระเด็นใส่รถ แมวข่วน เฉี่ยวกิ่งไม้ หนูกัดสายไฟ เหยียบตะปู ต้นไม้ล้มทับ
ส่วนค่า Deductible เป็นค่าการรับผิดส่วนแรกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเราเลือกได้ว่าให้มีหรือไม่ เพราะข้อดีของค่า Deductible คือคุณจะต่อประกันได้ในราคาที่ประหยัดกว่าปกติ แต่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุคุณต้องจ่ายค่า Deductible ตามที่คุณได้เลือกไว้ ด้วยเหตุนี้คนที่ประสบการณ์ในการขับรถสูงก็สามารถเลือกแบบค่า Deductible ได้นั่นเอง
🍀 ค่า Excess กับ Deductible ต่างกันอย่างไร
ทำประกันชั้น 1 แล้วทำไมยังต้องเสียค่า excess ด้วย!
เจ้าของรถที่ทำประกันรถส่วนใหญ่มักโวยวายเมื่อถูกบริษัทประกันเรียกเก็บ “ค่า excess” ค่า excess คืออะไร ทำไมต้องเรียกเก็บในบางกรณี แล้วค่าใช้จ่ายนี้ต่างกับค่า deductible ที่หลายคนมักสับสนจนนำมาปนกันอย่างไร
มารู้จักค่า excess กันก่อน
ค่า excess คืออะไร
ค่า excess มีชื่อเต็มว่า “ค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ” นั่นก็คือ เป็นค่าใช้จ่ายที่ “บังคับเก็บ” ไม่ว่าคุณจะทำประกันชั้นไหน (แม้จะเป็นประกันชั้น 1 ก็ไม่ยกเว้น!) หรือบริษัทใดก็ตาม โดยจะเรียกเก็บในการแจ้งเคลมบางกรณีที่ชวนให้สงสัยได้ว่า คุณแจ้งเคลมโดยที่ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริงเพื่อหวังซ่อมรถฟรี โดยกรณีที่เข้าข่ายโดนเก็บค่า excess คือ 1.จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือ 2. ชนแต่ไม่สามารถหาคู่กรณีได้ อ่านนิยามนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ อ่านต่อสิ เดี๋ยวเรามีตัวอย่างมาให้
ทำไมต้องเก็บค่า excess ด้วย
เพราะบริษัทประกันกลัวคุณแจ้งเคลมทั้งที่ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง เพื่อหวังซ่อมรถฟรี เช่น อยากทำสีรถใหม่ ก็เอาคัตเตอร์กรีดรถให้เป็นรอยแล้วโทรเรียกประกัน
เพื่อให้คุณพยายามขับรถโดยไม่ประมาท ไม่ใช่พอรู้ว่ามีประกัน จะขับรถสวิงสวายน่าหวาดเสียวอย่างไรก็ได้ เพราะรู้ว่ายังไงประกันก็จ่าย
กรณีไหนเสียหรือไม่เสียค่า excess บ้าง
เอาละ ตอนนี้คุณรู้คอนเซปต์แล้วว่าค่า excess คืออะไร มีไว้ทำไม มาดูกันเลยว่ากรณีไหนเข้าข่ายเสีย/ไม่เสียค่า excess
ไม่เสียค่า excess เสียค่า excess
ชนรถคันอื่น & บาดแผลสอดคล้อง & บอกรายละเอียดคู่กรณีได้ ชนรถคันอื่น แต่บอกรายละเอียดคู่กรณีไม่ได้
ชน “อะไรก็ตามที่ไม่ใช่รถ” จนทำให้อุปกรณ์หรือตัวรถ “บุบ แตก ร้าว”
บาดแผลต้องสอดคล้อง & ต้องบอกลักษณะการเกิดเหตุได้
ชน “อะไรก็ตามที่ไม่ใช่รถ” แต่รถหรืออุปกรณ์ไม่บุบ แตก ร้าว
ชนคน/สัตว์ & บาดแผลสอดคล้อง & บอกลักษณะการเกิดเหตุได้
ชนวัตถุที่ยึดแน่นกับพื้นดิน & บาดแผลสอดคล้อง & บอกลักษณะการเกิดเหตุได้ โดยวัตถุที่ยึดแน่นกับพื้นดิน มีอาทิ
– กำแพง เสา ประตู ป้ายจราจร กำแพง
– ขอบถนน ราวสะพาน
– ต้นไม้ยืนต้น กองดิน หน้าผา
รถเสียหายที่ “ไม่ได้เกิดจากการชน” & หาคู่กรณีไม่ได้/ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ เช่น
รถถูกขีดข่วน
หินหรือวัตถุกระเด็นใส่
เฉี่ยวกิ่งไม้ ลวดหนาม สายไฟฟ้า
รถครูดกับพื้นถนน ตกหลุม
รถเหยียบตะปู ของมีคม ยางฉีก
รถถูกสัตว์กัดแทะ
รถพลิกคว่ำ รถไถลตกข้างทาง แต่ไม่พลิกคว่ำ
ต้องเสียค่า excess เท่าไหร่
ค่า excess เรียกเก็บครั้งละ 1,000 บาทต่อ “เหตุการณ์” เช่น ถ้าคุณโชคร้าย ก้อนหินตกใส่รถและล้อรถเหยียบตะปูในคราวเดียวกัน นับเป็น 2 เหตุการณ์ (เหตุการณ์ที่ 1 ก้อนหินตกใส่, เหตุการณ์ที่ 2 รถเหยียบตะปู) คุณต้องเสียค่า excess 1,000 x 2=2000บาท
🍀มารู้จักค่า deductible กันต่อดีกว่า
เจ้าของรถส่วนใหญ่มักสับสนค่า deductible กับค่า excess ขอบอกตรงนี้เลยว่า
ค่า excess = ค่าเสียหายส่วนแรก “ภาคบังคับ”
ค่า deductible = ค่าเสียหายส่วนแรก “ภาคสมัครใจ”
ค่า deductible คือค่าใช้จ่ายที่คุณยอมเสีย “แบบสมัครใจ” ทุกครั้งที่มีการเคลมในอุบัติเหตุ “ที่คุณเป็นฝ่ายผิด”
อ้าว บ้าหรือเปล่า แล้วอยู่ดีๆ จะยอมเสียตังค์ให้บริษัทประกันทำไม คำตอบคือ ถ้าคุณยอมจ่ายค่า deductible คุณก็จะประหยัดค่าประกันรถไปได้ตามจำนวนค่า deductible ที่คุณระบุไว้
เช่น เบี้ยประกัน 10,000 บาท คุณระบุว่า สมัครใจจ่ายค่า deductible 2,000 บาททุกครั้งที่มีการเคลมโดยที่คุณเป็นฝ่ายผิด คุณก็จะประหยัดค่าประกันไปได้เลย 2,000 บาท ทำให้เสียค่าเบี้ยประกันแค่ 10,000 – 2,000 = 8,000 บาท
เลือกจ่ายค่า deductible กับไม่จ่าย แบบไหนคุ้มกว่ากัน
คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นนักขับแบบไหน
นักขับชำนาญ – หากคุณเชี่ยวชาญในการขับรถพอสมควร มีวินัยในการขับรถ และมั่นใจว่าตัวเองมีโอกาสเฉี่ยวชนผู้อื่นน้อย ก็เลือกแบบจ่ายค่า deductible เถอะ เพราะช่วยให้ประหยัดเบี้ยประกันไปได้ และถ้าเกิดอุบัติเหตุแบบที่ “คุณไม่เป็นฝ่ายผิด” คุณก็ไม่ต้องจ่ายอะไร
นักขับชนบ่อย – ถ้าคุณยังขับรถไม่ชำนาญ หรือใจร้อนชอบขับชนนู่นชนนี่ ก็อย่าเลือกทำประกันรถแบบเสียค่า deductible เลย เพราะค่าเบี้ยประกันที่ลดไปได้อาจไม่คุ้มกับค่า deductible ที่ต้องเสียรายครั้ง ในแต่ละครั้งที่คุณชนแบบ “เป็นฝ่ายผิด”
หวังว่าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณจะเข้าใจแล้วว่า ไม่ว่าคุณจะทำประกันชั้นไหน คุณก็ต้องเสียค่า excess อยู่ดีหากเข้าเกณฑ์