ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย ทีม official ศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย
prsrt

01/05/2026
การรถไฟฯ ชวนเปิดประสบการณ์ นั่งรถจักรไอน้ำเที่ยวเมืองแปดริ้วแบบวันเดียวเต็มอิ่ม เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา...
30/04/2026

การรถไฟฯ ชวนเปิดประสบการณ์ นั่งรถจักรไอน้ำเที่ยวเมืองแปดริ้วแบบวันเดียวเต็มอิ่ม เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เปิดจอง 4 พฤษภาคมนี้ เวลา 08.30 น. พร้อมแพ็กเกจท่องเที่ยวพิเศษจาก ททท. ฉะเชิงเทรา

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ
พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดขบวนรถจักรไอน้ำ
ขบวนที่ 903/904 เส้นทางกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา – กรุงเทพ เชิญชวนประชาชนร่วมเดินทางย้อนวันวาน สัมผัสเสน่ห์การเดินทางแบบคลาสสิก เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ไฮไลต์ของทริปนี้คือประสบการณ์การเดินทางด้วยหัวรถจักรไอน้ำประวัติศาสตร์ที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม โดยขบวนรถจะออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา 08.10 น. ถึงสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา
เวลา 09.50 น. เปิดเวลาให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ชีวิตในเมืองแปดริ้วอย่างเต็มที่นานประมาณ 6 ชั่วโมง ก่อนออกเดินทางกลับในเวลา 16.30 น. และถึงกรุงเทพ เวลา 18.10 น.

ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ขบวนรถจะจอดรับ-ส่งผู้โดยสารเพิ่มเติมระหว่างเส้นทาง ได้แก่ สถานีมักกะสัน รับเวลา 08.25 น. ส่งเวลา 18.27 น. สถานีคลองตัน รับเวลา 08.35 น.
ส่งเวลา 18.17 น. และสถานีหัวหมาก รับเวลา 08.46 น. ส่งเวลา 18.06 น. ผู้โดยสารสามารถเลือกขึ้น-ลงได้ตามสถานีดังกล่าว ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ

เมื่อถึงฉะเชิงเทรา นักท่องเที่ยวสามารถออกแบบทริปในแบบของตนเองได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นสายบุญที่นิยมสักการะ “หลวงพ่อพุทธโสธร” ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร รวมถึงแวะเยือนวัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) และศาลเจ้าปุนเถ่ากง (อาม้า) แหล่งศรัทธาสำคัญของชุมชน หรือสายชิลที่เลือกเดินเล่น “ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี” สัมผัสวิถีชีวิตริมแม่น้ำ ชิมอาหารท้องถิ่น และเลือกซื้อของฝากขึ้นชื่อ ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่รอให้ค้นหา

ขบวนพิเศษครั้งนี้ใช้หัวรถจักรไอน้ำรุ่นแปซิฟิก หมายเลข 824 และ 825 ซึ่งเป็นรถจักรหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังคงได้รับการดูแลรักษาอย่างดีโดยโรงรถจักรธนบุรี และเปิดให้บริการเฉพาะวาระสำคัญของประเทศ เพื่อถ่ายทอดคุณค่าทางประวัติศาสตร์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

อัตราค่าโดยสารรถธรรมดาชั้น 3 ไป-กลับ ราคา 329 บาทต่อคน และรถปรับอากาศ (รถโอทอป
และรถนั่ง/นอนปรับอากาศ JR-WEST) ราคา 799 บาทต่อคน พร้อมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถจองตั๋วโดยสารได้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ผ่านระบบ
D-Ticket หรือที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ
“ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย”

และพิเศษสุด!! สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางด้วยขบวนรถจักรไอน้ำในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ททท. สำนักงานฉะเชิงเทรา จัดโปรแกรมท่องเที่ยวเสริมแบบ One Day Trip ในราคา 888 บาทต่อท่าน โดยเดินทางด้วยรถบัสหรือรถตู้ VIP เพื่ออำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง พร้อมคัดสรรกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลายสไตล์ให้เลือกตามความสนใจ ทั้ง “สายชิล” ที่จะได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ณ Jimmy Farm
สัมผัสบรรยากาศฟาร์มสีเขียว เยี่ยมชมวิหารแปดเซียน และสักการะวัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือ “สายปัง” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมสร้างสรรค์และสายมูเตลู กับโปรแกรม Mini Murah Farm เปิดประสบการณ์
ปั้น “ลาดู” ด้วยตนเอง พร้อมเสริมสิริมงคลด้วยการถวายองค์พระพิฆเนศ ณ วัดสมานรัตนาราม
แบบ One Day Trip ในราคา 999 บาทต่อท่าน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสำรองแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ล่วงหน้า
โดยมีจำนวนที่นั่งจำกัด ผ่านทาง https://linktr.ee/tangjaitravel

เครือข่ายชุมชนรถไฟทั่วประเทศ เข้าขอบคุณ "พิพัฒน์"  แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ดิน รฟท. เข้าใจวิถีชาวบ้าน พร้อมเดินหน้าตั้งคณ...
30/04/2026

เครือข่ายชุมชนรถไฟทั่วประเทศ เข้าขอบคุณ "พิพัฒน์" แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ดิน รฟท. เข้าใจวิถีชาวบ้าน พร้อมเดินหน้าตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาระยะยาว

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยแบบบูรณาการ! ตัวแทนเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศเข้าหารือและขอบคุณ "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" หลังภาครัฐรับฟังปัญหาและเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแท้จริง พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับ พอช. ทุ่มงบกว่า 7.7 พันล้านบาท เดินหน้ามอบสัญญาเช่าที่ดิน รฟท. ระยะยาว 30 ปี มุ่งเป้าพลิกฟื้นและสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนกว่า 2.7 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ

วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 14.30 น. ตัวแทนภาคประชาชนจากหลากหลายเครือข่ายทั่วประเทศ อาทิ เครือข่ายชุมชนริมรางรถไฟ (ชมฟ.) เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายเมืองย่าโม และเครือข่ายนครศรีตรัง ได้ขอเข้าพบ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อแสดงความขอบคุณที่ภาครัฐมีความเข้าใจถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน พร้อมทั้งร่วมหารือกลไกการติดตามการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมี ดร.รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหาร รฟท. เข้าร่วมรับฟัง ณ ห้องประชุมราชรถ 1 กระทรวงคมนาคม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาโครงการความร่วมมือระหว่าง รฟท. และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันสามารถอนุมัติสัญญาเช่าที่ดินให้ชุมชนไปแล้วถึง 64 ชุมชน รวม 3,121 ครัวเรือน โดยกระจายความช่วยเหลือลงลึกไปยังหลากหลายภูมิภาคทั่วประเทศ เช่น สงขลา ตรัง สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ พิษณุโลก รวมถึงกรุงเทพมหานคร

หากนับภาพรวมตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน รฟท. ได้จัดทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อดำเนินโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วทั้งสิ้น 5,518 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 20.5 จากกลุ่มเป้าหมายผู้เดือดร้อนทั้งหมด 27,084 ครัวเรือน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
สำหรับการยกระดับการช่วยเหลือในระยะต่อไป กระทรวงคมนาคม ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับกลุ่มเป้าหมายใน 35 จังหวัด รวม 300 ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากการลุยพัฒนาเมกะโปรเจกต์ระบบรางทั่วประเทศ (โครงการรถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าความเร็วสูง) โดยได้วางกรอบการทำงานเชิงรุก 4 ด้าน ดังนี้
อัดฉีดงบสานต่อแผน 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570): เดินหน้าโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยร่วมกับ พอช. ภายใต้งบประมาณ 7,718 ล้านบาท ตามแผนแม่บท 20 ปี สนับสนุนให้ชุมชนเช่าที่ดินจาก รฟท. อย่างถูกต้องตามกฎหมายในระยะยาวถึง 30 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต (สำหรับพื้นที่ที่ไม่อยู่ในเขตโครงการก่อสร้าง) และกรณีพื้นที่เดิมมีความจำเป็นต้องถูกรื้อย้าย รัฐบาลจะไม่อทอดทิ้ง โดยจะเร่งจัดหาพื้นที่รองรับใหม่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยทดแทน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดูแลจัดหาที่ดินใหม่ให้แก่ 11 ชุมชน โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างคำสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย" เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กำหนดมาตรการเยียวยา และติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกปัญหาของชาวบ้านได้ข้อยุติโดยเร็วที่สุด

กระทรวงคมนาคมยุคใหม่ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและยั่งยืน" นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

📷 นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับขบวนรถ Royal Blossom ทริป "Royal Blossom  เที่ยวอยุธยา นั่งรถไฟหรูหรา ชมวัดโบราณ ล่องเรือช...
29/04/2026

📷 นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับขบวนรถ Royal Blossom ทริป "Royal Blossom เที่ยวอยุธยา นั่งรถไฟหรูหรา ชมวัดโบราณ ล่องเรือชิมอาหารมิชลิน"
➡️ วันที่ 25 - 26 เมษายน 2569
สามารถดาวน์โหลดภาพที่ระลึกสุดประทับใจในการเดินทางที่แสนพิเศษกับการรถไฟฯ
วันที่ 25 - 26 เมษายน 2569
ได้ที่👉🏻 ลิ้งค์ >>> https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1GNOzf2ZHRcKtIWRXOdXvVYPUw9GGAU-k

#รอยัลบลอสซั่ม #รถไฟรอยัลบลอสซั่ม #รถไฟไทย #การรถไฟแห่งประเทศไทย #นั่งรถไฟเที่ยว #อยุธยา

“พิพัฒน์” เยือน รฟท. มอบนโยบายเร่งยกระดับระบบรางไทย เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน – ความปลอดภัย – ขนส่งสู่อนาคตอย่างยั่งยืนวั...
29/04/2026

“พิพัฒน์” เยือน รฟท. มอบนโยบายเร่งยกระดับระบบรางไทย เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน – ความปลอดภัย – ขนส่งสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

วันนี้ (29 เมษายน 2569) เวลา 11.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ดร. รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการ รวค. นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เดินทางมายังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านระบบราง โดยมีคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย นาย อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหาร และพนักงาน รฟท. ให้การต้อนรับและรับมอบนโยบาย ณ ห้องปฎิบัติการ การรถไฟแห่งประเทศไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ถือเป็นหน่วยงานหลักด้านระบบรางของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงมอบหมายให้ รฟท. เร่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การช่วยลดภาระค่าครองชีพ การยกระดับความปลอดภัยในระบบขนส่งทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้าให้สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อ สำหรับโครงการสำคัญที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งผลักดัน ได้มอบหมายให้ รฟท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามแผน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ช่วงมาบกระเบา – ชุมทางถนนจิระ การผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับใบอนุญาตเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้ รวมถึงการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) การพัฒนาความร่วมมือด้านการขนส่งทางรางระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง (SRTO) ตลอดจนเร่งเจรจาคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
2. ดำเนินการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา
3. เดินหน้าเสนอคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา และช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบรางของประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้การรถไฟฯ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งทางราง เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมผลักดันการนำหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้งาน
รวมถึง มอบนโยบายเชิงรุกให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งสร้างรายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRT Asset) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบัน รฟท. ได้เริ่มกระบวนการส่งมอบสิทธิการเช่าที่ดินนำร่องที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท จำนวน 10 แปลง ให้แก่ SRT Asset เพื่อดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและผู้เช่าช่วงที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาพื้นที่ต่อไป
โดยพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ที่พร้อมดำเนินการในระยะแรก ประกอบด้วย แปลงที่ดินสถานีแม่น้ำ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงสุดและส่งผลกระทบต่อการเดินรถน้อยที่สุด รวมถึงพื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร และย่านมักกะสัน
ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายสำคัญให้ รฟท. ยกระดับการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3-4% ของมูลค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานสากล จากเดิมที่มีรายได้อยู่เพียงประมาณ 1% โดยเชื่อมั่นว่าหากสามารถบริหารจัดการที่ดินแปลงใหญ่ให้เกิดผลตอบแทนตามเป้าหมายดังกล่าวได้ เม็ดเงินรายได้ที่เกิดขึ้นจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินสะสมของการรถไฟฯ ทั้งหมดได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ ได้กล่าวรับมอบนโยบาย พร้อมรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานที่ รฟท. ตามนโยบายรัฐบาลแล้วในหลายมิติ ได้แก่ นโยบายรถไฟสายสีแดงเหมาจ่าย 40 บาท มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ รฟท. สามารถลดการขอรับเงินชดเชยจากภาครัฐลงได้ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดจุดจอดรถฟรี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และสถานีหัวลำโพง
การยกระดับบริการ เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลฮัจญ์ โดยเป็นครั้งแรกที่ รฟท. จัดเตรียม "ห้องละหมาดบนขบวนรถ" รวมถึงได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารและพนักงานบนขบวนรถวงเงินสูงสุด 500,000 บาท
อีกทั้ง ได้ขับเคลื่อนตั๋วร่วมและพลังงานสะอาด โดยนำร่องการใช้บัตร EMV เชื่อมต่อการเดินทางข้ามระบบกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้สำเร็จ และเดินหน้าโครงการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ณ สถานีหลัก ซึ่งปัจจุบันสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้แล้วกว่า 8 ล้านบาทต่อปี พร้อมยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างเทียบเท่ามาตรฐานกรมทางหลวง โดยติดตั้งป้ายเตือนล่วงหน้า 800 เมตร และมีมาตรการหยุดกิจกรรมก่อสร้างทุกชนิดเมื่อขบวนรถวิ่งผ่าน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

รฟท. ปรับระยะเวลาจำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้า จาก 180 วัน เหลือ 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สำหรับขบวนรถท...
24/04/2026

รฟท. ปรับระยะเวลาจำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้า จาก 180 วัน เหลือ 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สำหรับขบวนรถที่มีการสำรองที่นั่งทุกขบวน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชาชน

🚆129 ปี รถไฟไทย บนเส้นทางการพัฒนาประเทศ🚂จากยุครถจักรไอน้ำ... สู่รถไฟทางคู่จากสถานีกรุงเทพในอดีต...สู่สถานีกลางกรุงเทพอภิ...
24/04/2026

🚆129 ปี รถไฟไทย บนเส้นทางการพัฒนาประเทศ

🚂จากยุครถจักรไอน้ำ... สู่รถไฟทางคู่
จากสถานีกรุงเทพในอดีต...สู่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
จากเส้นทางสายแรก...สู่เครือข่ายทางรถไฟทั่วประเทศ
ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 129 ปี แห่งกิจการรถไฟ
ที่ยืนหยัดเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของชาติ
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทย

📌อ่านแบบ E-book เล่ม 1/2569 แบบออนไลน์ได้ ที่📋📋
http://book.backup.co.th/books/book-119/read

📌ดาวน์โหลดไฟล์ PDF ได้ที่ 💻🌏
https://drive.google.com/file/d/1DrkFc-opdZL_e1w3x3Hkx5o1TZQeM4mo/view

🕰️ติดต่อขอรับวารสารรถไฟสัมพันธ์ เล่มที่ 1/2569
ได้ที่...หน่วยบริการเดินทางสถานีกรุงเทพ และสถานีรถไฟทั่วประเทศ หรือ
ที่...ศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟฯ
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

รฟท. ปรับระยะเวลาจำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้า จาก 180 วัน เหลือ 90 วัน สำหรับขบวนรถที่มีการสำรองที่นั่งทุกขบวน เพิ่มโอกาสใน...
24/04/2026

รฟท. ปรับระยะเวลาจำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้า จาก 180 วัน เหลือ 90 วัน สำหรับขบวนรถที่มีการสำรองที่นั่งทุกขบวน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชาชน
และลดปัญหาการจองแล้วไม่ใช้สิทธิ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งปรับลดระยะเวลาการจำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้า
จากเดิม 180 วัน ก่อนวันเดินทาง เหลือ 90 วัน สำหรับขบวนรถที่มีการสำรองที่นั่งทุกขบวน เพื่อให้การบริหารจัดการที่นั่งโดยสารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารในปัจจุบัน

ทั้งนี้ จากการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการสำรองที่นั่งผ่านระบบ D-Ticket อย่างต่อเนื่อง พบว่า ผู้โดยสารจำนวนมากมีการเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทาง หรือยกเลิกตั๋วในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีการจองล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ที่นั่งถูกกันไว้โดยไม่เกิดการใช้งานจริง และกระทบต่อผู้โดยสารรายอื่นที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง แต่ไม่สามารถสำรองที่นั่งได้

การรถไฟฯ จึงปรับลดระยะเวลาการจำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้าเหลือ 90 วัน เพื่อช่วยให้ระบบ
การสำรองที่นั่งสะท้อนความต้องการเดินทางที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชาชน และลดปัญหาการจองแล้วไม่ใช้สิทธิ อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการที่นั่งโดยสารให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการโดยรวม

หลักเกณฑ์การจองตั๋วโดยสารล่วงหน้า สำหรับขบวนรถเชิงพาณิชย์ประเภทขบวนรถเร็ว ขบวนรถด่วน และขบวนรถด่วนพิเศษ สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 1 วัน ถึง 90 วัน ก่อนวันเดินทาง โดยระยะเวลาการจองจะพิจารณาตามระยะทางของการเดินทางในแต่ละเส้นทาง ทั้งนี้ ระบบจำหน่ายตั๋วโดยสารจะคำนวณระยะทางให้โดยอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร

รฟท. เชื่อมั่นว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ
และอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการเดินทางของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

📷 นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับขบวนรถ KIHA 183 ทริป “ชวนนั่ง KIHA ชมวิว เที่ยวอุทยานเขาสามร้อยยอด”➡️ วันที่ 28 - 29 มีนาค...
22/04/2026

📷 นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับขบวนรถ KIHA 183 ทริป “ชวนนั่ง KIHA ชมวิว เที่ยวอุทยานเขาสามร้อยยอด”
➡️ วันที่ 28 - 29 มีนาคม 2569
สามารถดาวน์โหลดภาพที่ระลึกสุดประทับใจในการเดินทางที่แสนพิเศษกับการรถไฟฯ
วันที่ 28 - 29 มีนาคม 2569
ได้ที่👉🏻 ลิ้งค์ >>> https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1dTGIj_Nvbex3-s8cOGbJT_UR6iTZ7c5N

📷 นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับขบวนรถ KIHA 183 ทริป “เที่ยวงานแก่งคอยย้อนรอยสงครามโลกครั้งที่ 2”
➡️ วันที่ 4 - 5 เมษายน 2569
สามารถดาวน์โหลดภาพที่ระลึกสุดประทับใจในการเดินทางที่แสนพิเศษกับการรถไฟฯ
วันที่ 4 - 5 เมษายน 2569
ได้ที่👉🏻 ลิ้งค์ >>> https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1i8XRupC9SYTDM4SOzaHiZbz-QDyV45hA

📷 นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับขบวนรถ Royal Blossom ทริป "Royal Blossom เที่ยวลพบุรี ตามรอยสมเด็จพระนารายณ์ ชมทางคู่ลอยฟ้า สัมผัสวิถีบ้านสวนขวัญ"
➡️ วันที่ 28 - 29 มีนาคม 2569
สามารถดาวน์โหลดภาพที่ระลึกสุดประทับใจในการเดินทางที่แสนพิเศษกับการรถไฟฯ
วันที่ 28 - 29 มีนาคม 2569
ได้ที่👉🏻 ลิ้งค์ >>> https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1rBSIepjjGoVBm5gpXNRdVW_V0C2SIJWh

#คิฮะ183 #รถไฟคิฮะ #รอยัลบลอสซั่ม #รถไฟรอยัลบลอสซั่ม #รถไฟไทย #การรถไฟแห่งประเทศไทย #นั่งรถไฟเที่ยว #ประจวบคีรีขันธ์ #เขาสามร้อยยอด #แก่งคอย #ลพบุรี

รฟท. นำคณะสื่อร่วมทดลองเดินรถ KIHA 40–48 วิ่ง Feeder ดอนเมือง–อยุธยา เปิดใช้จริงแล้ววันนี้ 20 เม.ย. 69 การรถไฟแห่งประเทศ...
20/04/2026

รฟท. นำคณะสื่อร่วมทดลองเดินรถ KIHA 40–48 วิ่ง Feeder ดอนเมือง–อยุธยา เปิดใช้จริงแล้ววันนี้ 20 เม.ย. 69

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำคณะสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมทดสอบการเดินรถเสมือนจริง (Trial Run) ของขบวนรถดีเซลรางปรับอากาศ KIHA 40 และ KIHA 48 ซึ่งได้รับการปรับปรุงและพัฒนา เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการในทุกมิติ ทั้งด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร

ขบวนรถ KIHA 40 และ KIHA 48 มีจุดเด่นด้านความคล่องตัว โดยเตรียมพัฒนาเป็นขบวนรถในรูปแบบ Feeder เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานคร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และท่าอากาศยานดอนเมือง ปัจจุบัน รฟท. ได้ดำเนินการปรับปรุงขบวนรถแล้วเสร็จ จำนวน 6 คัน พร้อมเปิดให้บริการทดลองในรูปแบบ Feeder เส้นทาง ดอนเมือง – พระนครศรีอยุธยา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนสู่ปลายทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และช่วยให้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในการขับรถยนต์ในช่วงวิกฤตพลังงาน

ทั้งนี้ ในช่วงแรกจะเปิดให้บริการในวันจันทร์–วันศุกร์ แบบไป–กลับ รวม 6 ขบวนต่อวัน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดจุดหยุดรับ–ส่งผู้โดยสารรวม 8 สถานี และที่หยุดรถ 1 แห่ง ได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีรังสิต สถานีเชียงราก ที่หยุดรถมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานีเชียงรากน้อย สถานีคลองพุทรา สถานีบางปะอิน สถานีบ้านโพ และสถานีพระนครศรีอยุธยา

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้บริการดังกล่าวเป็นการทดลองเดินรถในระยะแรก โดย รฟท. จะติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด หากมีปริมาณผู้ใช้บริการเป็นไปตามเป้าหมาย รฟท. ได้เตรียมแนวทางพัฒนาและขยายรูปแบบการให้บริการเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พร้อมมุ่งหวังให้ขบวนรถดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางประจำวันและการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสเดียวกัน คณะสื่อมวลชนยังได้เข้าศึกษาดูงานความก้าวหน้าของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ในสัญญาที่ 4–5 ช่วงบ้านโพ–พระแก้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงสำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพมหานคร–หนองคาย โดยปัจจุบันผลงานก่อสร้างงานโยธายังมีความล่าช้าจำเป็นต้องกำกับงานก่อสร้างให้ต่อเนื่องกับงานติดตั้งระบบรางและระบบอาณัติสัญญาณ โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างภูมิภาค สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

สำหรับรูปแบบสถานีอยุธยา ได้มีการออกแบบโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มรดกโลก ตามข้อเสนอแนะขององค์การยูเนสโกและกรมศิลปากร โดยสถานีมีความยาวรวม 450 เมตร ตัวอาคารหลักกว้าง 38.7 เมตร พร้อมทางเข้า–ออก 3 จุด รวมถึงสิ่งอำนวยความ อาคารห้องควบคุม อาคารโรงไฟฟ้าย่อย พื้นที่จอดรถยนต์ และงานภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบ

ทั้งนี้ ได้มีการปรับแบบเพื่อลดผลกระทบด้านทัศนียภาพของแหล่งมรดกโลก โดยลดความสูงของโครงสร้างทางวิ่งจาก 19 เมตร เหลือ 17 เมตร และลดความสูงของอาคารสถานีจาก 54 เมตร เหลือ 28 เมตร รวมถึงปรับลดขนาดพื้นที่สถานีลงประมาณร้อยละ 13 เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ในส่วนของการดำเนินงานก่อสร้างสัญญา 4-5 จำนวน 1 สัญญา โดยแบ่ง 2 ส่วน ส่วน 1 ครอบคลุมงานสำรวจโบราณคดี งานก่อสร้างทางวิ่ง และงานโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ และส่วนที่ 2 เป็นงานก่อสร้างสถานีอยุธยา ทั้ง
2 ส่วน กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 36 เดือน ทั้งนี้ งานก่อสร้างในพื้นที่สถานีจะดำเนินการได้ภายหลังจากได้รับความเห็นชอบจากกรมศิลปากร และผ่านการสำรวจทางโบราณคดีเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ รฟท. ยังได้จัดกิจกรรมสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวทางรถไฟในเส้นทาง กรุงเทพ – อยุธยา – ชุมทางบ้านภาชี – อุโมงค์พระพุทธฉาย – ชุมทางคลองสิบเก้า – ชุมทางฉะเชิงเทรา – กรุงเทพ เพื่อมุ่งเน้นการสะท้อนศักยภาพของโครงข่ายระบบรางไทยที่สามารถเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก และเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อสถานีฉะเชิงเทรา ผ่านอุโมงค์พระพุทธฉาย ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวนำเสนอในรูปแบบการนำเที่ยวแบบวันเดียว (One Day Trip) ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางสามารถกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสำคัญที่เป็นที่นิยมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดฉะเชิงเทราได้ครบทั้ง 2 จังหวัดภายในวันเดียว อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและแสดงถึงความพร้อมของระบบขนส่งทางรางในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของประเทศ
“การดำเนินการเปิดทดลองเดินรถ KIHA 40 และ KIHA 48 ในรูปแบบ Feeder เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับโครงข่ายระบบรางให้เชื่อมโยงการเดินทางเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการเดินทางของประชาชนในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมปรับปรุงให้ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารต่อไป”

ที่อยู่

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย รองเมือง ปทุมวัน
Bangkok
10330

เบอร์โทรศัพท์

+6622204261

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์