เพื่อนเที่ยววัยเกษียณ

เพื่อนเที่ยววัยเกษียณ พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ให้บริการดุจญาติมิตร

Page ก้าวไปด้วยกัน วัยเก๋า Take care of older. สวัสดีค่ะ ที่ท่านส่งขอความถึงเรา
โปรดระบุข้อมูลเบื้องต้นที่ท่านสนใจ
ทาง Admin จะรีบตอบกลับโดยเร็วค่ะ
ให้บริการ ทั้งรถรับ-ส่ง และ คนดูแลพาไป รพ. ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลค่ะ
@ สอบถามเพิ่มได้ที่
ไลน์ไอดี หรือ https://lin.ee/fVkd949
โทร 0998044053

🌿 เพื่อนเที่ยววัยเกษียณ — ไม่ได้แค่พาไป แต่ไปเป็นเพื่อน 🌿เราเชื่อว่า…การใช้ชีวิตหลังเกษียณควรเต็มไปด้วยความสบายใจ ความอุ...
03/02/2026

🌿 เพื่อนเที่ยววัยเกษียณ — ไม่ได้แค่พาไป แต่ไปเป็นเพื่อน 🌿

เราเชื่อว่า…การใช้ชีวิตหลังเกษียณควรเต็มไปด้วยความสบายใจ ความอุ่นใจ และรอยยิ้ม
เพจของเราพร้อมเป็น เพื่อนคู่ใจ ในทุกเรื่องสำคัญของชีวิต

🚗 เพื่อนทำธุระ (Business & Life Buddy)
ดูแลทุกขั้นตอนอย่างใจเย็น
• พาไปโรงพยาบาล ช่วยจำคำสั่งหมอ ช่วยรับยา
• พาไปธนาคาร ติดต่อราชการ ช่วยดูเอกสาร
• พาไปช้อปปิ้ง ซื้อของใช้เข้าบ้าน

🌳 เพื่อนเที่ยวตามใจ (Custom Leisure)
เที่ยวแบบไม่เร่ง ไม่เหนื่อย ไม่กดดัน
• ทริปไหว้พระ 9 วัด แบบสบายๆ
• พาไปทานข้าวร้านโปรด หรือคาเฟ่เปิดใหม่
• พาไปพบเพื่อนฝูง งานเลี้ยงรุ่น งานสำคัญต่างๆ

📸 เพื่อนเก็บความทรงจำ
ถ่ายรูปสวยๆ ให้ตลอดทาง
เก็บทุกโมเมนต์ความสุข ส่งต่อให้ลูกหลานได้ชื่นใจ 💛

เพราะบางครั้ง…แค่มี “เพื่อนที่เข้าใจ” การเดินทางก็มีความหมายมากขึ้น 🌼

📞 ติดต่อเรา
โทร. (09) 9804-4053
Line:
👉 https://lin.ee/fVkd949

#เพื่อนเที่ยววัยเกษียณ
#เพื่อนทำธุระ
#เที่ยวแบบไม่เร่งรีบ
#บริการด้วยหัวใจ
#ดูแลผู้สูงวัย
#เพื่อนคู่ใจวัยเกษียณ
#เกษียณอย่างมีความสุข
#เที่ยวสบายใจ
#ชีวิตดีหลังเกษียณ

🌻 ONE DAY TRIP : ลพบุรี📅 วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์📸 สายบุญ สายถ่ายภาพ ห้ามพลาด!✨ เที่ยวครบ จบในวันเดียว🕕 06.00 น.🚐 ออก...
30/01/2026

🌻 ONE DAY TRIP : ลพบุรี
📅 วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์
📸 สายบุญ สายถ่ายภาพ ห้ามพลาด!
✨ เที่ยวครบ จบในวันเดียว
🕕 06.00 น.
🚐 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
📍 จุดนัดพบ ปั๊ม ปตท. ตรงข้าม ม.หอการค้า
🕗 08.00 น.
🍽️ ทานอาหารเช้า
โกเล็ก ข้าวมันไก่ หมูกรอบ หมูแดง
📍 ตรงข้ามวัดพระพุทธบาท
🕘 09.00 น.
🙏 เก็บภาพ & สักการะ
วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
✨ หนึ่งปีมีหนึ่งครั้ง!
📿 เทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาท
เสริมสิริมงคล ล่าแต้มบุญใจอิ่มเอม
🕚 11.00 น.
☕ พักเบรก ดื่มกาแฟ
📍 PTT Station ปตท.ป่าตาล (น้ำมัน + EV)
อ.เมืองลพบุรี
🕐 13.00 น.
🍛 อาหารเที่ยง
ครัวปักษ์ใต้เมืองคอน สาขาลพบุรี
🕝 14.30 น.
📷 ถ่ายภาพงานประวัติศาสตร์
งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ประจำปี 2569
🕔 17.00 น.
🌄 เก็บแสงเย็น
📸 ถ่ายภาพเทศกาลเขาวงพระจันทร์
💰 ค่าทริปเพียง 1,300 บาท / ท่าน
📲 สนใจลงชื่อจอง
👉 Line ID :
👉 https://lin.ee/5bXNHEH
⛔ ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
✨ ทริปเดียวได้ครบ ทั้งบุญ ภาพสวย และเรื่องราวประวัติศาสตร์ 📸🙏

9 อย่างที่ทำแล้วจะช่วยลดยูริกอย่างมีประสิทธิภาพ
19/11/2022

9 อย่างที่ทำแล้วจะช่วยลดยูริกอย่างมีประสิทธิภาพ

9 อย่างที่ทำแล้วจะช่วยลดยูริกอย่างมีประสิทธิภาพ
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ยูริกเป็นตัวสำคัญตัวหนึ่งที่จะช่วยบอกโรคได้ ยิ่งยูริกสูงยิ่งอันตรายต่อสุขภาพ หากปล่อยยูริกสูงไว้นานๆ จะนำโรคภัยมาสู่ตัวเราได้ ไม่ว่าจะโรคเกาต์ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ไตวายเรื้อรัง โรคอ้วนลงพุง ทางที่ดีจึงควรดูแลยูริกไม่ให้สูงจนนำโรคมาสู่ตัว แล้วมีอะไรบ้างล่ะ ที่จะช่วยลดยูริกได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เราจะพามารู้จักวิธีเหล่านั้นกันค่ะ
1.) ลดเนื้อสัตว์ 🥩 หลายคนคิดว่าเมื่อยูริกสูงจะต้องงดเนื้อเป็ด เนื้อไก่ เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเนื้อสัตว์ทำให้ยูริกสูงได้หมด เพราะว่าสารที่ร่างกายเราเอาไปสร้างยูริก คือ DNA ของสัตว์ ดังนั้นไม่ว่าเราจะกินเนื้อสัตว์อะไรก็ตามก็สามารถทำให้ยูริกสูงได้ทั้งหมด นอกจากลดการกินเนื้อสัตว์ลงแล้วก็ควรต้องลดการกินน้ำซุปด้วย เพราะว่าน้ำซุปโดยทั่วไปแล้วมักต้มมาจากกระดูกหมู กระดูกไก่ แล้วในน้ำซุปยังมีทั้งเกลือ น้ำตาล กินเล็กน้อยได้แต่ไม่ควรกินเยอะ
2.) ลดแอลกอฮอล์ 🍺 โดยเฉพาะเบียร์ เป็นตัวการหลักที่ทำให้ยูริกสูง เพราะจะทำให้ร่างกายขับกรดยูริกทางปัสสาวะลดลงจึงทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นได้ (ถ้างดได้เลยจะยิ่งดีต่อสุขภาพ)
3.) ลดน้ำอัดลม 🥤 ในน้ำอัดลมจะมีน้ำตาลฟรุกโตส ซึ่งเป็นตัวการหลักอีกตัวที่ทำให้ยูริกสูง รวมไปถึงเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิด แต่ทางที่ดี คือ งดดื่มน้ำอัดลมไปได้เลยจะยิ่งดี เพราะหากกินน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมาก เมื่อร่างกายมีการเผาผลาญน้ำตาลฟรุกโตสนี้จะเปลี่ยนไปเป็นยูริกในเลือด ยิ่งกินเยอะจึงมียูริกในเลือดสูงนั่นเอง
4.) เลี่ยงผลไม้รสหวาน 🍉 (แต่ยังสามารถกินผลไม้ไม่หวานในปริมาณน้อยได้บ้าง) เพราะน้ำตาลในผลไม้ คือ น้ำตาลฟรุกโตสจึงไม่ควรกินมากเกินไป
5.) การทำ IF ⏰ ยูริกทำให้เกิดโรค Metabolic Syndrome เนื่องจากเวลาที่เรากินเยอะ การที่ร่างกายจะเผลาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานจะเกิดของเสียออกมาด้วย ของเสียนั้น คือ อนุมูลอิสระ ปกติแล้วกระบวนการของร่างกายที่จะสร้างสารต้านอนุมูลอิสระมันจะให้ยูริกออกมาด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่ทำ IF ปริมาณอาหารที่ได้ต่อวันมักจะลดลง ของเสียหรืออนุมูลอิสระที่ออกมานั้นก็จะลดลงตามไปด้วย เพราะฉะนั้นการทำ IF ช่วยลดยูริกได้
6.) ดื่มน้ำแร่ 💦 70% ของยูริกขับออกทางปัสสาวะ ดังนั้นหากกินน้ำเยอะขึ้นยูริกก็จะขับออกได้ดีขึ้น ซึ่งยูริกเป็นกรด แต่น้ำแร่หรือน้ำที่เป็นด่างจะช่วยขับกรดยูริกออกไปได้ดี แต่ไม่ควรดื่มน้ำ RO (Roverse Osmosis) เป็นน้ำที่สะอาดมาก แทบจะไม่มีแร่ธาตุอะไรในน้ำเลย แล้วน้ำ RO จะมีความเป็นกรดอยู่เล็กน้อยเมื่อกินแล้วจะยิ่งทำให้ยูริกตกตะกอนแล้วขับออกได้ยากมากขึ้น
7.) กินโซดามินท์ (Sodium Bicarbonate) ✴️ เพราะจะทำให้ร่างกายเป็นด่าง เมื่อร่างกายเป็นด่างจะขับกรดยูริกออกได้ดี โซดามินท์จะกินแบบเม็ด แนะนำให้กิน 4 เม็ดตอนเช้า และ 4 เม็ดตอนเย็น แต่ห้ามกินพร้อมอาหารเด็ดขาด ควรกินตอนท้องว่างเท่านั้น ที่ห้ามกินพร้อมอาหารเพราะว่าโซดามินท์เป็นด่าง เวลาที่กินพร้อมอาหารในกระเพาะเรามีกรดย่อยอาหารอยู่ เมื่อกินด่างเข้าไปมันจะทำให้กรดย่อยอาหารนั้นหายไปจึงทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี
💫 ตัวเลือกอีกตัวที่ดี คือ น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) 🫗 จะช่วยลดความเป็นกรดได้ สามารถกินพร้อมอาหารได้ ใช้ในคนที่เป็นโรคกระเพาะก็ได้ พวกเครื่องดื่มเหล่านี้บางครั้งก็อาจมีการใส่แมกนีเซียมลงไป ซึ่งแมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความเป็นด่างสูงที่สุด เพราะฉะนั้นการกินแมกนีเซียมก็จะช่วยให้ร่างกายมีความเป็นด่างมากยิ่งขึ้น และช่วยให้ยูริกขับออกได้ดีขึ้นด้วย
8.) กินอาหารเสริมที่ช่วยลดยูริก ✨ ตัวที่เด่นที่สุด คือ Celery (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) กินสดได้หรือเลือกเป็นแบบอาหารเสริมเป็นเม็ดก็ได้ หากเลือกเป็นเม็ดแนะนำที่มีส่วนประกอบของ Flaxseed (เมล็ดแฟล็กซ์) ร่วมด้วย เพราะเมล็ดแฟล็กซ์เป็นตัวช่วยดูแลเรื่องความดัน เพราะยูริกทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือ Magnesium เป็นแร่ธาตุที่มีความเป็นด่างสูง การกินแมกนีเซียมก็จะช่วยให้ร่างกายมีความเป็นด่างมากยิ่งขึ้น และช่วยให้ยูริกขับออกได้ดีขึ้นด้วย ส่วน Multimineral จะทำให้ร่างกายเป็นด่าง ช่วยขับยูริกออกได้ดีขึ้น
9.) การกินยา 💊 หากเราทำมาทั้งหมด 8 ข้อแล้ว แต่ผลที่ออกมายังไม่ดีพอก็อาจต้องพึ่งยาในการดูแลยูริก ซึ่งยาที่จะช่วยในการดูแลกรดยูริก เราควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะกินยา
ยูริกเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นบ่อเกิดของโรคหลายๆ อย่าง การดูแลใส่ใจเรื่องยูริกอย่างเนิ่นๆ ก็จะทำให้เราห่างไกลโรคได้ และควรเลี่ยงสิ่งใดๆ ก็ตามที่จะทำให้ยูริกสูง พยายามทำให้สม่ำเสมอ เราเชื่อว่าเมื่อทำแล้วยูริกที่สูงก็จะลดลงได้อย่างแน่นอน เริ่มดูแลยูริกกันตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงกันนะคะ : )

ดื่มน้ำน้อย ส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างไร?
13/10/2022

ดื่มน้ำน้อย ส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างไร?

ดื่มน้ำน้อย ส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างไร?
เรามักได้ยินกันว่าให้ดื่มน้ำในปริมาณ 8-9 แก้วต่อวันเพื่อสุขภาพที่ดีใช่ไหมคะ นั่นเป็นเพราะว่า หากร่างกายของเราขาดน้ำ ก็อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างมาก ถึงขั้นทำให้สมองเสื่อมหรือสูญเสียการมองเห็นได้เลยทีเดียว!
เพราะว่า “การดื่มน้ำน้อย” ส่งผลกระทบกับ “การไหลเวียนเลือด” โดยตรง หากร่างกายได้รับน้ำที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็จะส่งผลให้เลือดข้นหนืด และทำให้น้ำเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะและระบบต่างๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ จนส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ดังเช่น
🧠สมอง: หากได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่พอ อาจทำให้เกิดอาการความจำเสื่อมถอย
👀ตา: ทำให้เลือดคั่งที่ตา สูญเสียการมองเห็น
🫀หัวใจ: ลิ่มเลือดอุดตัน
📌ไต: ขับสารพิษได้น้อยลง กรดยูริก แคลเซียม ตกค้างเกิดเป็นนิ่ว
👤ระบบขับถ่าย: ท้องผูก ลำไส้บีบตัวน้อยลง
เมื่ออวัยวะต่างๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่จากภาวะขาดน้ำ ก็จะส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ดังเช่น
❗ริดสีดวงทวาร
เมื่อระบบขับถ่ายมีปัญหา ก็อาจจะลามไปจนถึงเป็นริดสีดวงได้ค่ะ เพราะว่าของเสียที่จะถูกขับถ่ายนั้นแข็งและแห้งเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดริดสีดวงทวาร
❗ปวดข้อและหมอนรองกระดูก
เพราะระหว่างข้อต่อและหมอนรองกระดูกมีน้ำอยู่ถึง 80% เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อย ก็ทำให้ข้อต่อและหมอนรองกระดูกแห้ง ส่งผลให้เกิดการปวดหรือบาดเจ็บตามข้อต่อได้
❗กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
เมื่อน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ปัสสาวะจะมีสีเข้ม และอาจมีกลิ่นฉุน และจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
❗นิ่วในถุงน้ำดี
เมื่อน้ำไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้มีสารก่อนิ่วที่ตกตะกอนมากกว่าปกติ จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดโรคนิ่วในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดีได้
❗ประจำเดือนมาไม่ปกติ
สำหรับสตรีหากดื่มน้ำน้อย ก็อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอและเป็นลิ่มเลือดได้ค่ะ รวมถึงอาจทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น
ตอนนี้หลายคนคงรู้แล้วว่า การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันนั้นสำคัญเพียงใด ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคือวันละประมาณ 8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร หรือจะลองใช้สูตรคำนวณ น้ำหนัก (กิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 คูณด้วย 30 หารด้วย 2 ก็จะได้ปริมาณน้ำเป็นมิลลิลิตรที่เราควรดื่มใน 1 วัน หรือวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือยัง ก็คือปัสสาวะจะมีสีเหลืองใสนั่นเองค่ะ
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับปริมาณน้ำดื่มที่ควรดื่มในแต่ละวัน เพราะในบางโรค เช่น โรคไต อาจมีการจำกัดปริมาณน้ำที่ควรดื่มเอาไว้ด้วยนะคะ

“ขมิ้นชัน” สุดยอดอาหารบำรุงสมอง ชะลอความชรา
08/10/2022

“ขมิ้นชัน” สุดยอดอาหารบำรุงสมอง ชะลอความชรา

“ขมิ้นชัน” สุดยอดอาหารบำรุงสมอง ชะลอความชรา

“ขมิ้นชัน” (Curcumin, Turmeric, Curcuma longa L.) เป็นสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน และได้รับการยกย่องให้เป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณทางยาในการบำรุงรักษาและฟื้นฟูร่างกาย โดยมีงานวิจัยศึกษาและยอมรับในวงกว้าง ได้รับขนามนามว่าเป็น “Wonder of drugs” มหัศจรรย์แห่งสมุนไพร ด้วยสารสำคัญหลัก คือ น้ำมันหอมระเหย (Essential) และสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งมีคุณสมบัติทางยาดังต่อไปนี้ค่ะ
1. ช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม
มีงานวิจัยพบว่า สาร Curcuminoids ในขมิ้นชันสามารถเข้าไปทำความสะอาดคราบในสมองที่เป็นพลากในกลุ่มแอมีลอยด์บีตา (Beta-Amyloid Plaque) ซึ่งเป็นคราบในสมองที่มักพบมากในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และอาจนำไปสู่โรคสมองเสื่อมได้ จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในสุดยอดอาหารบำรุงสมองเลยล่ะค่ะ
2. มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะล้างสารพิษในร่างกาย
สาร Curcuminoids ในขมิ้นชันนั้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่ช่วยต่อต้านหรือปัดกวาดอนุมูลอิสระไม่ให้สร้างความเสียหายเซลล์ในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างของเสียในร่างกาย โดยเพิ่มการทำงานของ Glutathione Peroxidase ที่ทำให้ตับชะล้างสารพิษและของเสียได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. มีฤทธิ์ต้านไวรัส ฆ่าแบคทีเรียในทางเดินอาหาร
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าขมิ้นชันสามารถต่อต้านเชื้ออีโคไล (Escherichia coli: E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหาร โดยมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการและลดการอักเสบที่เกิดจากโรคกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ต่อสู้และต่อต้านเชื้อรากลุ่มแคนดิดา (Candida) สาเหตุหนึ่งของเชื้อราบนผิวหนังและในช่องคลอดได้
4. มีฤทธิ์ต้านอักเสบ รักษาอาการปวดเข่า ปวดข้อ
ขมิ้นชันมีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบของข้อในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoporosis) โดยให้ผลดีใกล้เคียงกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากสาร Curcuminoids นั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยจะทำหน้าที่ยับยั้งการหลั่งสาร COX-2 ซึ่งเป็นเอมไซม์ที่หลั่งเมื่อร่างกายเกิดอาการอักเสบ ปวด และบวม จึงสามารถช่วยลดอาการข้อยึดข้อติด และช่วยลดอาการบวมในข้อในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเข่าอักเสบได้
5. กระตุ้นอินซูลิน ป้องกันโรคอ้วนและเบาหวาน
มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสาร Curcuminoids ในขมิ้นชันสามารถเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ในการดึงเอาน้ำตาลในร่างกายไปใช้หรือเผาผลาญ ขมิ้นชันจึงมีส่วนช่วยในเรื่องของภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) สาเหตุของโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงได้
ปัจจุบันเรียกได้ว่าขมิ้นชันสามารถหาซื้อได้ง่าย เพราะมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบผงหรือแบบแคปซูล แต่ก็ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เพราะอาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ และควรเลือกขมิ้นชันที่ผลิตภายใต้โรงงานผลิตยาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล หรือจะให้ดีที่สุดก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเป็นประจำนะคะ (ขมิ้นชันอาจมีผลกับยาบางชนิด) เพื่อจะได้นำไปใช้บำรุงรักษาร่างกายให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเองค่ะ

10 ผักพื้นบ้านแคลเซียมสูงช่วยเสริมกระดูกให้แข็งแรง
19/07/2022

10 ผักพื้นบ้านแคลเซียมสูงช่วยเสริมกระดูกให้แข็งแรง

10 ผักแคลเซียมสูงที่คุณควรทานเป็นประจำ
เพื่อเสริมกระดูกและฟันให้แข็งแรง
คนเราต้องการแคลเซียมตลอดชีวิตเพื่อกระดูกและฟันที่แข็งแรง แต่เนื่องด้วยร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ เราจึงต้องพึ่งพาหาแคลเซียมจากแหล่งอาหารต่างๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว เมื่อเรามองหาอาหารแคลเซียมสูง เรามักจะคิดถึงนมชนิดต่างๆ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งฝอย แต่รู้หรือไม่คะว่าเราสามารถได้แคลเซียมจากผักและธัญพืชต่างๆ ที่ทั้งหาทานได้ง่ายและราคาไม่สูง และบางชนิดก็ให้แคลเซียมสูงไม่แพ้นมเลยทีเดียว ลองมาดูตัวอย่างกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
1️⃣ใบมะกรูด
ใบมะกรูดกลายเป็น ผักแคลเซียมสูงที่สุด ปริมาณเพียง 100 กรัม (1 ถ้วยตวง) มีแคลเซียมสูงมากถึง 1,672 มิลลิกรัม ใบมะกรูดมีสรรพคุณช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก บำรุงเส้นเอ็น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
2️⃣ ใบชะพลู
ใบชะพลู 100 กรัม ปริมาณแคลเซียม 600 มิลลิกรัม ปริมาณแคลเซียมในใบชะพลูสูงมากกว่านมวัวเมื่อเทียบต่อแคลอรี่ ซึ่งแคลเซียมจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง
3️⃣ผักแพว
ผักแพวเป็นผักพื้นบ้านมักรับประทานยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นผักเคียงกับอาหารต่างๆ ผักแพว 100 กรัม ปริมาณแคลเซียม 580 มิลลิกรัม จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก
4️⃣ใบยอ
ใบยอ 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียมสูงถึง 470 มิลลิกรัม ใบยอยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย บำรุงธาตุ ช่วยขับเสมหะ ขับประจำเดือน แก้จุกเสียดแน่นท้อง ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่จึงทำให้ต้านโรคมะเร็งได้ดี
5️⃣ยอดแค
ยอดแค 100 กรัม ปริมาณแคลเซียม 400 มิลลิกรัม ยอดแคเป็นผักพื้นบ้านที่มีแคลเซียมสูงจึงช่วยบำรุงกระดูก ช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นขึ้นอีกด้วย
6️⃣ผักกระเฉด
ผักกระเฉด 100 กรัม ปริมาณแคลเซียม 390 มิลลิกรัม ผักกระเฉดอุดมไปด้วยไฟเบอร์และยังมีแคลเซียมสูง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม
7️⃣ ผักโขม
ผักโขมเป็นผักที่มีแคลเซียมสูงจึงช่วยบำรุงกระดูกเเละฟันให้แข็งแรง ผักโขม 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียม 350 มิลลิกรัม ผักโขมยังเป็นสุดยอดผักสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เพราะมีโฟเลตสูงมาก จึงช่วยบำรุงทารกในครรภ์ให้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์
8️⃣ สะเดา
สะเดาเป็นผักพื้นบ้านที่มีรสชาติขมแต่เป็นยาชั้นดี ยอดสะเดา 100 กรัม ปริมาณแคลเซียม 350 มิลลิกรัม อีกทั้งยังเป็นผักที่มีกากใยสูง อีกทั้งยังมีรสขมฝาดจึงช่วยขับน้ำย่อยอาหารทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น
9️⃣ โหระพา
ใบโหระพา 100 กรัม ปริมาณแคลเซียม 336 มิลลิกรัม ใบของโหระพามีรสเผ็ดร้อน จึงมีสรรพคุณขับลม ขับเหงื่อ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ แก้ไอ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูกได้ดี
🔟ใบเหลียง
เป็นผักที่มีรสชาติหวานมัน เป็นผักที่นิยมรับประทานกันทางภาคใต้ ใบเหลียง 100 กรัม ปริมาณแคลเซียม 150 มิลลิกรัม ผักเหลียงจึงจัดเป็น 1 ใน 10 อันดับของผักที่มีแคลเซียมสูง มีสรรพคุณช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก บำรุงเส้นเอ็น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

#ผัก #อาหารสุขภาพ

คนเราควรปัสสาวะบ่อยแค่ไหนถึงจะเรียกว่าปกติ
29/06/2022

คนเราควรปัสสาวะบ่อยแค่ไหนถึงจะเรียกว่าปกติ

คนเราควรปัสสาวะบ่อยแค่ไหนถึงจะเรียกว่าปกติ

เกือบทุกคนมักสงสัยว่าตนเองปัสสาวะบ่อยเกินไปหรือเปล่า จริงๆแล้วคนที่มีสุขภาพดีสามารถปัสสาวะได้ถึงสิบครั้งใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง โดยจำนวนเฉลี่ยของการปัสสาวะของคนทั่วไปมักอยู่ที่ 7 ครั้งต่อ 1 วัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

◾อายุ
◾การดื่มน้ำหรือของเหลวอื่นๆ
◾ประเภทของเหลวที่ดื่ม
◾โรคเบาหวาน หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
◾การใช้ยาบางประเภท
◾ขนาดกระเพาะปัสสาวะ
ปัจจัยทางการแพทย์หรือโรคต่างๆที่ส่งผลต่อการปัสสาวะ
การปัสสาวะบ่อยสามารถบอกภาวะสุขภาพร่างกายของเราได้ เหมือนเป็นสัญญาณเตือนของการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย

1.โรคเบาหวาน การมีน้ำตาลมากเกินไปในกระแสเลือดทำให้ร่างกายจำเป็นต้องขับน้ำตาลออกจึงทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
2.โรคโลหิตจาง การมีเซลล์เม็ดเลือดหลุดลอดเข้าไปในกระแสเลือดทำให้ไตต้องทำงานหนักในการขับปัสสาวะที่มีเซลล์ส่วนเกินออก
3.การตั้งครรภ์ - หลังคลอดลูก การปัสสาวะบ่อยเป็นอาการปกติของหญิงมีครรภ์ ซึ่งจะเกิดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคลอดลูก
4.hypo-hypercalcemia การรับแคลเซียมเข้าไปในร่างกายมากเกินไป หรือ การมีแคลเซียมในร่างกายน้อยเกินไป ล้วนเป็นผลให้การไหลของปัสสาวะผิดปกติได้ทั้งสิ้ัน
5.การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI) หรือเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักเกิดกับผู้หญิงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือรู้สึกระคายเคืองบริเวณท่อปัสสาวะ หรือที่พบบ่อยและเรียกกันว่าโรคฮันนีมูน มักเกิดกับผู้หญิงที่เพิ่งมีคนรักและมีเพศสัมพันธ์กับคนรักถี่เป็นพิเศษ จนทำให้ท่อปัสสาวะซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณช่องคลอดได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วย อาจทำให้ต้องงดกิจกรรมทางเพศในระยะเวลาหนึ่งจนกว่าร่างกายจะฟื้นตัวและคลายจากอาการอักเสบ รวมถึงลดการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดด้วย
6.ต่อมลูกหมากโต (BPH) ต่อมลูกหมากโตเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ช่วย ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของต่อมลูกหมาก แล้วไปปิดกั้นการไหลของปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะติดขัด ซึ่งจะต้องรับประทานยาที่ช่วยลดขนาดต่อมลูกหมาก จึงจะทำให้อาการดีขึ้นได้
7.คนที่เป็นโรคหัวใจหรือรับประทานยาขับปัสสาวะ หรือยาที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เช่น ไดออเรล ทลิโทน ไมโครไซต์ บูเม็กซ์ ลาซิกซ์ อินสปรา อัลเคโคน ไตรีเนียม ฯลฯ
8.คนอายุมากมักจะมีปัญหาการปัสสาวะบ่อยๆหรือไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ มากกว่าคนอายุน้อย
9.คนที่มีโรคประจำตัวและต้องรับประทานยาตลอดเวลา หรืออยู่ในระหว่างการรักษาโรค รับยา ทำคีโม หรือฉีดสีเพื่อการทำ CT scan เข้าไปในร่างกาย ไตจึงพยายามขับสารเคมีเหล่านั้นออกมา
10.คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ได้แก่ ชา กาแฟ โซดา น้ำอัดลม ช็อกโกแลตต่างๆ เครื่องดื่มชูกำลัง
เมื่อใดที่คุณควรไปพบแพทย์
การปัสสาวะบ่อยไม่ใช่เรื่องร้ายแรงที่ควรไปพบแพทย์ในความรู้สึกของใครหลายคน เพราะมักจะหายไปเองได้ แต่คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันส่งผลกระทบต่อชีวิต ถ้าหากว่าคุณเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติต่อไปนี้
🚨มีไข้และปวดหลังช่วงล่าง
🚨ปัสสาวะมีเลือดปน
🚨ปัสสาวะเป็นสีขาวขุ่น
🚨ปัสสาวะเปลี่ยนสี มีสีเข้ม มีกลิ่นผิดปกติ
เคล็ดลับการรักษาทางเดินปัสสาวะ
1.กินอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแลคโตบาซิลลัส ซึ่งพบได้ในโยเกิร์ตและ kefir
2.ใช้สบู่ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศทุกวันและเลือกใช้สบู่อ่อนๆ สำหรับผิวที่บอบบางแพ้ง่าย
3.สวมกางเกงชั้นในแห้งสนิทและค่อนข้างหลวมไม่ก่อให้เกิดการเสียดสีมากจนเกินไป
4.หลีกเลี่ยงกางเกงยีนส์รัดรูป และเลคกิ้งรัดรูป
5.เวลาเข้านอนไม่สวมชุดชั้นในเพื่อให้บริเวณส่วนล่างของร่างกายได้ผ่อนคลายเต็มที่
6.ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว หรือ 2.5 ลิตร 12 ออนซ์ ขึ้นไปต่อวัน
7.หลีกเลี่ยงการบริโภคแอลกอฮอล์ โซดา น้ำอัดลม หรือคาเฟอีนในช่วงที่มีอาการอักเสบบริเวณกระเพาะปัสสาวะ
8.การสูบบุหรี่หรือรับสารเสพย์ติดบางประเภทเป็นสาเหตุให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกระเพาะปัสสาวะได้

ไม่อยากเป็นโรคไตควรดูแล 3 อย่างนี้
05/05/2022

ไม่อยากเป็นโรคไตควรดูแล 3 อย่างนี้

ไม่อยากเป็นโรคไตควรดูแล 3 อย่างนี้
“โรคไต” เป็นโรคที่หลายคนกลัวกัน โดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งโรคไตวายเรื้อรังเมื่อเป็นในระดับที่มากแล้วจนถึงระดับหนึ่งก็อาจจะทำให้ต้องล้างไต และอาจจะต้องล้างไตไปตลอดชีวิตได้ โรคไตวายเรื้อรังจะไม่มีอาการจึงต้องอาศัยการตรวจเลือดจากห้องปฏิบัติการถึงจะรู้ว่าเรามีไตวายแล้ว ในบางคนอาจจะสงสัยว่า การฉี่เป็นฟองใช่หรือไม่ มีอาการปวดหลังใช่หรือเปล่า ถึงจะมีเรื่องของไตวาย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการที่ไม่จำเป็นเลย เพราะฉะนั้นจึงควรตรวจสุขภาพเป็นประจำและคอยเช็คค่าไตอยู่เสมอ
ไตวายจะมีอยู่ด้วยกัน 5 ระยะ คือ
❗ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 เป็นระยะที่ค่าไตปกติดี (ไม่ต้องกังวล)
❗ระยะที่ 3 ในคนไข้หลายคนไปโรงพยาบาลแล้วหมอบอกว่า ตอนนี้เป็นไตเสื่อมระยะที่ 3 แล้ว คนไข้ตกใจและก็ซึมเศร้าไปเลย คิดว่ามีอาการไตเสื่อมที่มากแล้ว แต่การที่บอกว่าเป็นไตเสื่อมระยะที่ 3 ฟังดูแล้วเหมือนมีเป็นหนักแล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้วระยะที่ 1 กับระยะที่ 2 เป็นระยะที่ปกติดี เพราะฉะนั้นไตเสื่อมระยะที่ 3 จึงเป็นระยะแรกเริ่ม ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลหรือตกใจ ซึ่งไตเสื่อมระยะที่ 3 เป็นระยะที่ฟื้นฟูได้ ปกติค่าการกรองของไต (GFR) ถ้าเกิดลดลงต่ำกว่า 60 ถือว่าเป็นไตเสื่อมระยะที่ 3 ซึ่งเป็นไตเสื่อมในระยะแรกเริ่มนั่นเอง
❗ระยะที่ 4 คือ เกิดไตเสื่อมมากขึ้นจนมีค่าการกรองของไตต่ำกว่า 30
❗ระยะที่ 5 คือ ค่าการกรองของไตต่ำกว่า 15 จัดเป็นระยะที่จะต้องทำการล้างไตนั่นเอง
ดังนั้นไตวายระยะที่ 3 คือ ระยะแรกเริ่มที่เมื่อรู้เร็วก็จะสามารถฟื้นฟูไตกลับมาเป็นไตปกติได้แน่นอน
วันนี้จึงมาพูดคุยเรื่องถ้าไม่อยากเป็นไตวายเรื้อรังให้ดูแล 3 อย่างนี้ คือ

🍃1. ดูแลเรื่องการทานยา คนไข้ที่มีค่าไตผิดปกติ เริ่มมีไตวาย ให้เริ่มหาเลยว่าคนไข้มีการทานยาอะไรอยู่บ้าง แล้วก็ให้หยุดยาเหล่านั้นที่ไม่จำเป็นไป ซึ่งในหลายคนมีการทานยาพร่ำเพรื่อมากไปหรือทานยาในปริมาณที่เยอะไป โดยในหลายคนที่เป็นโรคเรื้อรังหลายอย่างแล้วจะจ้องทานยาในปริมาณเยอะ ในบางครั้งก็มียาที่ทำร้ายไตหลายๆ ตัวอยู่จึงทำให้เกิดปัญหาไตวายขึ้นมาได้ บางคนทานยาเริ่มจาก 1 ตัวแล้วยาตัวนี้มีผลข้างเคียง จึงทานยาตัวที่ 2 เพื่อรักษาผลข้างเคียงของยาตัวที่ 1 พอยาตัวที่ 2 เกิดผลข้างเคียงอีกจากนั้นจึงทานยาตัวที่ 3 เพื่อลดผลข้างเคียงของยาตัวที่ 2 จึงทำให้มีการทานยาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อทานยาหลายๆ ตัวแล้วเป็นยาที่ทำร้ายไตจึงทำให้เกิดไตวายขึ้นมา เพราะฉะนั้นเวลาทานยาควรทานเท่าที่จำเป็น อย่าทานยาพร่ำเพรื่อ สำหรับคนที่ทานยาในปริมาณมากให้ปรึกษาแพทย์ดูว่ายาเหล่านั้นมีตัวไหนที่ทำร้ายไตบ้าง ซึ่งไม่ควรที่จะมียาที่ทำร้ายไตหลายๆ อย่างร่วมกัน ถ้าเกิดกินยาหลายอย่างที่ทำร้ายไตและกินต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดไตวายแน่นอน

🍃2. ดูแลเรื่องค่ายูริกให้ดี หลายคนคิดว่ายูริกสูงทำให้เกิดเก๊าแล้ว นอกจากนั้นยูริกสูงยังเป็นต้นเหตุของการเกิดไตวายและความดันโลหิตสูงอีกด้วย ในหลายคนมียูริกสูงประมาณ 8-9 เลยนั้น แต่ก็ไม่มีอาการอะไรเลย ไม่ปวดข้อ ไม่เป็นเก๊าจึงละเลยที่จะดูแลเรื่องยูริกไป ซึ่งการที่ปล่อยยูริกให้สูงเป็นเวลานานจะทำให้เกิดไตวาย ในคนไข้ตายวายแล้วมาหาหมอนอกจากจะดูเรื่องยาแล้วจะมีการสั่งตรวจเรื่องยูริกด้วย
การคุมยูริกจะต้องคุมอาหาร 3 กลุ่มนี้ คือ
2.1. แอลกอฮอล์ จำพวกเหล้า เบียร์ต่างๆ ทำให้ยูริกสูงขึ้น ซึ่งปกติตัวแอลกอฮอล์จะมียูริกสูงอยู่แล้ว แล้วแอลกอฮอล์ยังมากระตุ้นให้ร่างกายสร้างยูริกเพื่มขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นกลุ่มแอลกอฮอล์จึงทำให้ยูริกสูง
2.2. น้ำตาลฟรุกโตสหรือน้ำตาลผลไม้ ในคนที่มียูริกสูงไม่ควรทานผลไม้ที่มีรสหวาน ควรลดปริมาณลงหรืองดได้เลยจะยิ่งดี (แต่ในคนทั่วไปก็ได้ทานตามปกติ) แล้วก็หลีกเลี่ยงการทานน้ำผลไม้ เพราะว่าน้ำผลไม้ยิ่งมีฟรุกโตสสูง เครื่องดื่มรสหวานทุกประเทภ เช่น น้ำอัดลม ชาเขียว เครื่องดื่มเหล่านี้จะใส่น้ำตาลฟรุกโตสทั้งหมด เพราะฉะนั้นเวลาที่ทานเครื่องดื่มที่มีรสหวานก็จะทำให้ฟรุกโตสสูง พอฟรุกโตสสูงก็จะทำให้ยูริกสูง พอเวลาที่ยูริกสูงก็จะทำเกิดไตวายได้นั่นเอง
2.3. เลี่ยงการทานน้ำซุป เพราะว่าในน้ำซุป น้ำแกงต่างๆ มียูริกเยอะ เนื่องจากน้ำซุปเหล่านั้นจะต้มมาจากกระดูกไก่ กระดูกหมู ซึ่งทำให้มียูริกเยอะ แล้วควรหลีกเลี่ยงพวกไก่ เป็ด ด้วย
อาหารที่ไม่จำเป็นต้องเลี่ยง คือ ยอดผัก หลายคนเข้าใจผิดว่า ยอดผักทำให้ยูริกสูง ซึ่งมีการทดลองที่ให้ผู้ป่วยทานอาหารชนิดต่างๆ และทดสอบยูริกตามหลังว่า อาหารชนิดไหนที่ทำให้ยูริกสูงขึ้น ซึ่งยอดผักไม่ได้ทำให้ยูริกสูง สามารถทานได้เลย
ในการคุมยูริกนอกจากเลี่ยงการนำยูริกเข้าร่างกายแล้ว จึงต้องมีวิธีการเพิ่มการขับยูริกออกจากร่างกายด้วย คือ การดื่มน้ำเยอะๆ ซึ่ง 75% ของยูริกจะทำการขับออกทางไต เพราะฉะนั้นการดื่มน้ำเยอะๆ ก็จะช่วยระบายกรดยูริกออกไปได้ โดยไม่แนะนำให้ดื่มน้ำ RO (Reverse Osmosis) เป็นน้ำที่จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ซึ่งเป็นน้ำที่กรองจนไม่เหลืออะไรอยู่ในน้ำ ไม่มีแร่ธาตุ สะอาดมากจนไม่เหลืออะไรเลย ซึ่งน้ำ RO เป็นน้ำที่เป็นกรด เมื่อทานน้ำที่เป็นกรดจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น จึงแนะนำให้ดื่มน้ำแร่ เพราะน้ำแร่จะมีความเป็นด่างแล้วความเป็นด่างจะทำให้ไตทำงานเบาลง และการดื่มน้ำแร่เยอะๆ จะช่วยให้ขับกรดยูริกออกได้ดี
🍃3. คุมความดันโลหิตให้ดี เพราะว่าความดันโลหิตสูงที่สูงอยู่เป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดไตวายได้เช่นกัน ในหลายคนที่มีความดันโลหิตสูงแต่ก็ไม่มีอาการจึงละเลยที่จะดูแลควบคุมความดันโลหิตของตัวเอง ความดันโลหิตสิ่งที่น่ากลัว คือ ผลแทรกซ้อนของความดันโลหิตสูงที่ทำให้เกิดปัญหาหลอดเลือดสมอง ซึ่ง 80% ของคนที่มีปัญหาเรื่องของหลอดเลือดสมอง ที่ทำให้เป็นอัมพฤกษ อัมพาต เป็นคนที่มีความดันโลหิตสูง แล้ว 70% ของคนที่มีโรคหัวใจขาดเลือดต่างๆ เป็นคนที่มีความดันโลหิตสูงเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดไตวายก็ต้องดูแลความดันโลหิตให้ดี อย่ากลัวที่จะต้องทานยาลดความดันโลหิต เพราะว่าการทานยาลดความดันโลหิตจะสามารถป้องกันผลแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงได้ ในกลุ่มยาลดความดันโลหิตจะต้องเลือกให้ดี ซึ่งบางกลุ่มสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนของไตวายได้ แนะนำควรปรึกษาแพทย์ว่าควรใช้ยาในกลุ่มไหนถึงจะดี
ในคนที่เป็นโรคเบาหวานก็มักจะเกิดไตวาย ซึ่ง 50% ของคนที่เป็นไตวายเรื้อรังแล้วต้องล้างไตเป็นคนไข้เบาหวาน จริงๆ แล้วคนไข้เบาหวานที่เป็นไตวาย เพราะว่าเลือกทานยาผิดประเภทนั่นเอง ดังนั้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการทานยา ไม่แนะนำให้หยุดยาเอง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่อยากเป็นโรคไตเราก็สามารถป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ได้ ทั้งการการคุมการกินยาไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไป คุมยูริก เลี่ยงแอลกอฮอล์ ไม่ทานน้ำตาลฟรุกโตส ไม่ทานน้ำซุปน้ำแกง รวมถึงคุมเรื่องความดันโลหิตให้ดี ซึ่งถ้าเราคุมสิ่งเหล่านี้ได้ โอกาสที่จะเกิดไตวายก็จะน้อยลง เพราะฉะนั้นเราจึงควรใส่ใจดูแลสุขภาพของเราให้ดีกันนะคะ เพื่อจะได้ไม่เจ็บป่วย มีร่างกายที่แข็งแรงกันค่ะ : )

9 แหล่งโปรตีนทางเลือกที่ให้โปรตีนสูง แคลลอรี่ค่ำ ลดไขมันเลว
20/04/2022

9 แหล่งโปรตีนทางเลือกที่ให้โปรตีนสูง แคลลอรี่ค่ำ ลดไขมันเลว

9 แหล่งโปรตีนทางเลือก
ที่ให้โปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ ช่วยลดไขมันเลว
ปัจจุบันนี้หลายคนคงกำลังมองหาทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเพื่อการลดน้ำหนัก หรือเพื่อสร้างความพร้อมในการเล่นกีฬา โดยถั่วและธัญพืชเองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกการทานโปรตีนได้ดีไม่แพ้การทานเนื้อสัตว์ และในวันนี้เราจะมาแนะนำถั่วและธัญพืช 8 ชนิดที่สามารถทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ค่ะ
🥜ถั่วลิสง
มีโปรตีนสูงถึง 20.5 กรัมต่อถั่วลิสงครึ่งถ้วย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเนยถั่วจึงเต็มไปด้วยโปรตีนมากถึง 8 กรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ นอกจากนี้ยังมีไขมันดีซึ่งเป็นชนิดที่ดีกับสุขภาพ ช่วยให้ระบบหลอดเลือดหัวใจแข็งแรง
🥗ควินัว
ควินัวสุก 1 ถ้วยหรือประมาณ 185 กรัม ให้โปรตีนมากถึง 8 กรัม นอกจากจะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบทั้ง 9 ชนิดแล้ว ยังมีแมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสีมากกว่าเมล็ดธัญพืชอื่นๆ
🥛ถั่วเหลือง
รสชาติดีทานง่าย นอกจากโปรตีนแล้วยังมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก สำหรับร่างกายใช้ทานแทนนม หรือผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ โดยถั่วเหลืองสุกครึ่งถ้วยจะมีโปรตีนประมาณ 14.3 กรัม
🥜ถั่วเลนทิล
ถั่วเลนทิลสุกจะมีโปรตีนประมาณ 9 กรัมต่อถั่วเลนทิลครึ่งถ้วย มีสารอาหารสำคัญอย่างธาตุเหล็กและโพแทสเซียม สามารถนำไปทำซุป สตูว์ แกง สลัด หรือผสมกับข้าวเพื่อเสริมโปรตีนให้มื้ออาหาร
🐤ถั่วลูกไก่
ถั่วลูกไก่ที่สุกแล้วมีโปรตีนสูงถึง 7.25 กรัมต่อถั่วลูกไก่ครึ่งถ้วย ซึ่งอาหารชนิดนี้ทานง่าย อร่อยทั้งแบบเย็นหรือแบบร้อน ปรับใช้กับเมนูได้หลากหลาย ทั้งทำเป็นซุป สตูว์ หรือแกง
🌰อัลมอนด์
อัลมอนด์เป็นถั่วเปลือกแข็งที่โปรตีนสูงลำดับต้นๆ มีโปรตีนสูงถึง 16.5 กรัมต่อถั่วอัลมอนด์ครึ่งถ้วย แถมยังเป็นแหล่งของวิตามินอีซึ่งยอดเยี่ยมมากสำหรับสุขภาพผิวและดวงตา
🥒ถั่วลันเตา
มีโปรตีนสูง 4 กรัมต่อถั่วลันเตาครึ่งถ้วย ทำให้อิ่มท้องนาน ลดการกินจุกจิกได้ดี นิยมนำมาประกอบเมนูอาหารสำหรับลดน้ำหนัก
🧄เมล็ดกัญชง
ให้โปรตีนมากกว่า 10 กรัม และยังให้กรดอะมิโนครบทั้ง 9 ชนิด มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียมและสังกะสี ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ทำให้ระดับความดันเลือดไม่สูง และลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ

🧆เมล็ดเจีย
ให้พลังงานต่ำ อุดมไฟเบอร์ และกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อหัวใจและสมอง เป็นแหล่งโปรตีนที่มีกรดอะมิโนครบถ้วนทั้ง 9 ชนิด และมีโปรตีน 2 กรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ รวมทั้งเหล็ก แคลเซียม แมงกานีส และเซเลเนียม
และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้ถั่วและธัญพืชเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพและกลุ่มคนที่เลือกทานมังสวิรัติ ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ก็ลองหันมาทานถั่วชนิดต่างๆที่เราแนะนำกันดูนะคะ

#มังสวิรัส #ลดความอ้วน

ที่อยู่

Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66998044053

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เพื่อนเที่ยววัยเกษียณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เพื่อนเที่ยววัยเกษียณ:

แชร์